Skip to main content

ปวดหลัง กระดูกสันหลังเสื่อม หมอนรองกระดูกปลิ้น

เข้าใจอาการปวดหลัง ประเภท สาเหตุ การรักษา และวิธีป้องกัน

อาการปวดหลังอาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวันของหลาย ๆ คน แต่รู้หรือไม่ว่าหากปล่อยไว้นานโดยไม่รักษาอาการปวดเหล่านี้อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตได้อย่างคาดไม่ถึง

กลุ่มอาการปวดหลังประเภทต่างๆ

 

1. กลุ่มอาการปวดเกิดจากกล้ามเนื้อ

ปวดหลังจากกล้ามเนื้อ Quadratus Lumborum หรือ เรียกว่ากล้ามเนื้อ QL ซึ่งมีหน้าที่ในการยักสะโพก เอียงตัว แอ่นหลัง และยังช่วยเพิ่มความมั่นคงให้กับข้อกระดูกสันหลังระดับเอว สำหรับใครที่ต้องนั่งทำงานนานๆ ขับรถนานๆ แล้วมีอาการปวดหลังล่าง หรือปวดบริเวณเอวลึกๆข้างใน อาการเหล่านี้อาจเกิดจากกล้ามเนื้อ QL ที่ทำงานหนักเกินไปและเกิดการเกร็งสะสม โดยกล้ามเนื้อ QL วางตัวอยู่บริเวณหลังส่วนล่าง เกาะระหว่างซี่โครงและกระดูกสันหลังกับกระดูกเชิงกราน ดังรูป

ซี่โครงและกระดูกสันหลังกับกระดูกเชิงกราน

พฤติกรรมที่กระตุ้นให้กล้ามเนื้อ QL ตึงและปวด:

●    ยืนแอ่นหลัง และก้นงอน (Anterior pelvic tilt) ทำให้กล้ามเนื้อ QL ต้องทำงานตลอดเวลา
●    ยืนหรือนั่งเอียงตัว นั่งชันเข่า นั่งพับเพียบข้างใดข้างหนึ่งตลอดเวลา เพราะกล้ามเนื้อ QL ข้างนั้นๆจะทำงานอยู่ฝั่งเดียว
●    นอนหมอนสูงในท่านอนตะแคงตลอดคืน จะทำให้เอวด้านบนหดงอเข้าหากันอยู่ตลอด กล้ามเนื้อ QL จึงหดตัวอยู่ตลอดเวลา เมื่อกล้ามเนื้อตึงมากๆจึงทำให้มีอาการปวดได้
●    กล้ามเนื้อก้นบริเวณข้างสะโพก (Gluteus medius) ทำหน้าที่คุมระดับเชิงกรานให้สมดุลไม่แข็งแรง ทำให้ QL ต้องออกแรงช่วย 

 

2. กลุ่มอาการปวดหลังที่เกิดจากกระดูกสันหลัง

 

2.1 โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนกดทับเส้นประสาท (Herniated disc)
 

เป็นอาการที่พบได้บ่อยในกลุ่มผู้ที่มีอาการปวดหลังร้าวลงขาพราะกระดูกสันหลังบริเวณนี้รับน้ำหนัก และมีการเคลื่อนไหวค่อนข้างเยอะกว่ากระดูกสันหลังส่วนอื่นๆ ทำให้หมอนรองกระดูกอาจจะเกิดการปลิ้นหรือเคลื่อนออกมาจากแนวปกติจนกดเบียดเส้นประสาท ทำให้ปวดบริเวณหลังช่วงเอว สะโพก และร้าวลงขา ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นที่ขาข้างใดข้างหนึ่ง อาจมีอาการชาหรืออ่อนแรงร่วมของขาหรือปลายเท้าร่วมด้วย

สาเหตุของโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท

1. การยกของหนักผิดท่า
2. น้ำหนักตัวมากเกินไป
3.นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องและนั่งเป็นระยะเวลานานๆ
4. อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บต่อกระดูกสันหลัง

อาการอาจแสดงออกได้ทั้งบริเวณหลังและขา คนทั่วไปมักเข้าใจว่ามีเพียงอาการปวดหลังอย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วอาการที่ขานั้นสำคัญและจำเพาะเจาะจงกับโรคนี้มากกว่า นั่นแสดงถึงว่าเกิดการรบกวนของเส้นประสาทสันหลังที่วิ่งไปเลี้ยงบริเวณขาแล้ว หมอนรองกระดูกที่เคลื่อนออกมามักทำให้เกิดอาการแบบฉับพลัน เพราะมีการอักเสบที่รุนแรง
●    อาการปวดหลังล่าง: มักจะปวดหลังบริเวณเอวส่วนล่าง โดยมีอาการที่บริเวณหลังเพียงข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง ส่วนใหญ่จะมีอาการในลักษณะของท่านั่ง หรือมีการนั่งงอตัวไปทางด้านหน้า ซึ่งเป็นท่าที่หมอนรองกระดูกได้รับแรงกดทับมากที่สุด
●    อาการขาชา: อาการเด่นชัดที่มักแสดงที่บริเวณขา มีได้ 3 แบบ คือ อาการปวด อาการชา หรือ อ่อนแรงของกล้ามเนื้อ
 

2.2 โรคกระดูกสันหลังเสื่อม (Spondylosis)

เป็นอาการที่กระดูก หมอนรองกระดูก ข้อต่อ เส้นเอ็นกระดูก และกล้ามเนื้อหลังเสื่อมสภาพ ส่งผลให้กระดูกสันหลังขาดความยืดหยุ่นและติดแข็งมากขึ้น พบได้มากที่สุดคือบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอและบั้นเอว กระดูกสันหลังเสื่อมเกิดจากการเสื่อมสภาพเมื่ออายุเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปแล้วโรคนี้พบได้ในผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบในผู้ที่อายุต่ำกว่านั้นมากขึ้น เนื่องจากมีผู้ที่ใช้ร่างกายหนักเป็นเวลานาน ทำให้กระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูกเสื่อมสภาพ ส่งผลให้ข้อต่อแข็ง ขาดความยืดหยุ่น และอาจกดทับเส้นประสาท

 

Spondylosis

หากความสามารถในการเคลื่อนไหวเริ่มผิดปกติหรือมีปัญหา มือ แขน เท้า และขามีอาการชาและอ่อนแรง ควรรีบไปพบแพทย์ เพื่อหาทางรักษาและช่วยป้องกันกระดูกสันหลังเสื่อมเพิ่ม

สาเหตุของโรคกระดูกสันหลังเสื่อม

1. ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป 
2. ผู้ที่ใช้ร่างกายหนักเป็นเวลานาน เช่น การยกของหนัก หรือการก้มเงยบ่อย ๆ อาจเพิ่มแรงกดทับต่อกระดูกสันหลัง
3. ผู้ที่นั่งทำงานด้วยอิริยาบถที่ไม่ถูกต้องและนั่งเป็นระยะเวลานานๆ โดยเฉพาะการนั่งหลังค่อม พอลุกจากเก้าอี้กระดูกสันหลังจะถูกทำให้ตรงในทันทีจึงทำให้เกิดการเสียดทานขึ้น
4. ภาวะน้ำหนักเกิน ทำให้กระดูกสันหลังรับแรงมากขึ้นและเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น
5. ขาดการออกกำลังกาย ทำให้กล้ามเนื้อที่อ่อนแอไม่สามารถรองรับกระดูกสันหลังได้ดี ส่งผลให้เกิดอาการปวดและเสื่อมเร็วขึ้น

อาการของกระดูก ของกระดูกสันหลังเสื่อม มีดังนี้

●    ปวดบั้นเอว
●    กระดูกสันหลังติดแข็ง ขยับตัวลำบาก
●    มือ แขน เท้า หรือขา ข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างมีอาการชา อ่อนแรง หรือ เป็นเหน็บ
●    กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระลำบาก
●    ในกรณีที่มีการกดเบียดเส้นประสาทรุนแรง จะทำให้เดินลำบาก เดินไม่มั่นคงเหมือนจะหกล้ม โดยเฉพาะเวลาขึ้นบันได

line

รีแฮปแคร์คลินิก กับเทคโนโลยีกายภาพบำบัด ล้ำสมัย


ที่รีแฮปแคร์คลินิกใช้เครื่องมือกายภาพลดปวดที่มีเทคโนโลยีล่าสุดและทันสมัย มีมาตรฐานสูง นำเข้าจากต่างประเทศ เช่น เยอรมัน อิตาลี อังกฤษ เป็นต้น
 

1.คลื่นกระแทก (Focus Shockwave) 

เป็นการส่งพลังงานผ่านคลื่นกระแทกเข้าไปยังบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บ เพื่อลดการอักเสบและลดปวด อีกทั้งยังกระตุ้นให้ร่างกายเกิดกระบวนการซ่อมแซมและรักษาอาการปวดเรื้อรัง 
 

คลื่นกระแทก

 

2.เลเซอร์พลังงานสูง (High power laser therapy)  

 ช่วยในการเติมพลังงานให้เซลล์ กระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมของร่างกาย ทำให้การอักเสบลดลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังช่วยลดการอักเสบที่เกิดจากปลายประสาท เช่น ชา แสบร้อน 

 

เลเซอร์พลังงานสูง

 

3. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Peripheral Magnetic Stimulation / PMS) 

 ใช้รักษาอาการปวดร้าว ชาหรือปวดเรื้อรัง  ช่วยให้เกิดการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ ทำให้การบาดเจ็บ อาการปวด และอาการชาลดลง นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความแข็งแรงและชะลอการฝ่อของกล้ามเนื้อได้


 

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


4. เครื่องอัตราซาวด์ความร้อนลึก (Ultrasound therapy) 

  ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บของเส้นเอ็นหรือเนื้อเยื่อ เร่งกระบวนการซ่อมแซม โดยจะเพิ่มการไหลเวียนเลือด เพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน ลดอาการปวดเเละการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ
 

5. เครื่องดึงคอหรือดึงหลัง (Traction) 

 เพื่อคลายกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอหรือหลัง โดยมีการคำนวณความหนักของแรงดึงตามน้ำหนักตัวและตั้งระยะเวลาที่ใช้ในการดึง-ปล่อยอย่างเหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา
 

6. เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (TENS) 

 เป็นกระแสไฟฟ้ากระตุ้นประสาทผ่านผิวหนังเพื่อช่วยในการลดปวด 
 

7. การออกกำลังกาย (Therapeutic exercise) และ การออกกำลังกายในน้ำ (Hydrotherapy) 

 เพื่อปรับโครงสร้างร่างกายและฟื้นฟูให้แข็งแรง ไม่กลับมาปวดซ้ำ


รีแฮปแคร์คลินิก กับการรักษาทางการแพทย์


1. Dry needling หรือการฝังเข็ม 

เพื่อบรรเทาอาการปวดและคลายจุดเกร็งของกล้ามเนื้อที่เรียกว่า  Myofascial trigger point โดยใช้เข็มสะกิดเพื่อให้เกิดการคลายตัวของ Trigger point ของกล้ามเนื้อ  
 

การฝังเข็ม

 

2. การฉีดยา หรือ Prolotherapy 

คือการฉีดสารละลายเข้มข้น หรือกลูโคสเข้าไปที่บริเวณกล้ามเนื้อที่ได้รับบาดเจ็บ หรือมีการอักเสบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซ่อมแซมเร่งกระบวนการฟื้นฟูและรักษาตามธรรมชาติ โดยจะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ ในการนำการฉีดยา เพื่อช่วยให้สามารถฉีดเข้าไปได้ตรงจุดที่มีปัญหา มีความแม่นยำในการฉีด และลดความเสี่ยงการฉีดไปโดนเส้นประสาท

 

อย่าปล่อยให้ปวดหลังเป็นอุปสรรคของคุณ!

การป้องกันอาการปวดหลัง สิ่งที่สำคัญคือการออกกำลังกายเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรง และยืดเหยียดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวและกล้ามเนื้อสะโพก เลือกท่านั่งที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดแรงกดบนกระดูกสันหลังหรือระมัดระวังท่าทางที่กระตุ้นให้เกิดอาการปวด เช่น การก้มหลัง การนั่งติดต่อกันเป็นเวลานาน หรือการยกของหนักเป็นประจำ โดยหากมีอาการปวดเมื่อย ปวดตึง สามารถประคบอุ่นด้วยแผ่นประคบอุ่นไฟฟ้า ช่วยลดอาการปวดได้ แต่หากมีอาการปวดในระดับที่ไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ หรือปวดเรื้อรังเป็นเวลานาน อย่ารอช้า! รีแฮปแคร์คลินิกพร้อมให้คำปรึกษาและดูแลคุณด้วยแพทย์และนักกายภาพบำบัดที่พร้อมให้คำปรึกษาและออกแบบโปรแกรมการรักษาให้เหมาะสมกับคุณ หากสนใจปรึกษาติดต่อได้ที่ Line: @rehabcare 

 

line

หรือโทร: สาขาเพชรเกษม 061-801-2482, สาขาพระราม2 062-773-1113, สาขาเมืองทองธานี 061-394-6762, สาขาพระราม9 061-732-3113, สาขาสาทร 062-215-6086